หากเอ่ยถึงย่าน “เขาหลัก” จังหวัดพังงา ภาพจำแรกของใครหลายคนคงหนีไม่พ้นชายหาดที่ทอดยาว เกลียวคลื่นสงบ ทิวสนที่พลิ้วไหว และร้านอาหารใต้รสจัดจ้านที่เรียงรายอยู่ริมทาง
แต่สำหรับปี 2026 นี้ ซีนอาหารของเขาหลักได้เติบโตและพัฒนาไปไกลมาก กลายเป็นเดสติเนชันที่ซ่อนขุมทรัพย์ความอร่อยไว้หลากหลายสัญชาติ
การเดินทางรอบนี้แอดจึงขอพาเพื่อนๆ ไปเปิดวาร์ปพิกัดลับที่สายเจแปนนิสเลิฟเวอร์ห้ามพลาด กับ “Khaolak Sushi & Izakaya” ร้านอาหารญี่ปุ่นเปิดใหม่ที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยบางเนียง ท่ามกลางความเงียบสงบและวิถีชีวิตของชุมชนริมทะเล

การมาเยือนพังงาทั้งที หลายคนอาจจะคิดว่าต้องเน้นกินแต่อาหารทะเลสไตล์ซีฟู้ดน้ำจิ้มแซ่บๆ หรืออาหารพื้นบ้านเท่านั้น แต่มนต์เสน่ห์ของทะเลอันดามันในยุคนี้ได้ถูกนำมารังสรรค์ใหม่ผ่านศิลปะการทำอาหารญี่ปุ่นได้อย่างน่าทึ่ง
Khaolak Sushi & Izakaya คือนิยามของความกล้าที่จะนำความสดใหม่จากน่านน้ำไทย มารวมเข้ากับเทคนิคการปรุงแบบต้นตำรับ เกิดเป็นความอร่อยที่ลงตัวและน่าประทับใจ
แอดว่าใครที่ชอบความคราฟต์ การพิถีพิถันในการทำอาหาร และอยากลิ้มลองรสชาติที่สดใหม่จริงๆ ต้องตกหลุมรักที่นี่อย่างแน่นอน ทริปนี้แอดเลยขออาสาพาไปเจาะลึกทุกซอกทุกมุม ทั้งบรรยากาศ รสชาติอาหาร และทริคการเดินทาง รับรองว่าอ่านจบแล้วต้องอยากสตาร์ทรถขับมาเขาหลักกันเดี๋ยวนี้เลย!

สรุปให้ฟังไวๆ
- Local Catch Meets Premium Quality: โดดเด่นด้วยการชูโรง “ซาซิมิปลาไทย” ส่งตรงจากทะเลอันดามันแบบวันต่อวัน เนื้อปลาสด หวานเด้ง ไร้กลิ่นคาว เป็นการยกระดับวัตถุดิบโลคอลของจังหวัดพังงาที่ทำถึงมาก พร้อมเมนูพรีเมียมอย่างทูน่าโอโทโร่และเนื้อออสเตรเลีย
- Vibe & Atmosphere: มู้ดแอนด์โทนของร้านให้ฟีล cozy อบอุ่น ตกแต่งเพดานด้วยดอกซากุระสีชมพูบานสะพรั่ง มีโซนหน้าเคาน์เตอร์บาร์สีเหลืองสดใสให้ดูเชฟปั้นซูชิและกริลล์สเต็กกันแบบคำต่อคำ ได้ฟีลลิ่งเหมือนหลุดเข้าไปในร้านอิซากายะใจกลางโตเกียว
- Value for Money: ราคาจับต้องได้ง่ายเมื่อเทียบกับคุณภาพระดับพรีเมียม เริ่มต้นเพียงหลักร้อยต้นๆ ตอบโจทย์ทั้งสายล่าของอร่อย คนท้องถิ่น และนักท่องเที่ยวที่หาร้านนั่งชิลยามเย็นย่านหาดบางเนียง
มู้ดแอนด์โทนของที่นี่
เริ่มตั้งแต่หน้าร้านกันเลย พอขับรถเลี้ยวเข้าซอยบางเนียงมาได้สักพัก เราจะสะดุดตากับหน้าร้านสีแดงสดใสที่มีป้ายชื่อร้านพร้อมโลโก้ปลามาลิน (ปลาเต็กเล้ง) ตัวใหญ่เบิ้มตั้งตระหง่านอยู่ พร้อมคำโปรย “Premium Andaman Fish” โคมไฟกระดาษสีแดงสไตล์ญี่ปุ่นที่ห้อยประดับอยู่ด้านหน้าช่วยกวักมือเรียกให้เราอยากก้าวเข้าไปสำรวจด้านใน

ทันทีที่ผลักประตูก้าวเข้าไป อุณหภูมิความเย็นฉ่ำของแอร์ตัดกับความร้อนของอากาศภายนอกได้อย่างดีเยี่ยม สิ่งแรกที่กระแทกตาคือ “ทุ่งดอกซากุระสีชมพู” ที่ถูกนำมาตกแต่งห้อยระย้าเต็มพื้นที่เพดานร้าน ตัดกับโคมไฟแขวนสไตล์อินดัสเทรียลลอฟต์สีดำที่เปล่งแสงวอร์มไวท์ละมุนตา
บรรยากาศอบอวลไปด้วยฟีล cozy ที่มีความเป็นกันเอง ไม่เกร็งหรืออึดอัด โทนสีไม้ธรรมชาติสลับกับของตกแต่งสไตล์เจแปนนิส ทำให้ทุกมุมดูน่ารักจนใจเจ็บ เหมาะกับการทิ้งตัวลงนั่งพักผ่อนหลังจากตระเวนเที่ยวทะเลหรือดำน้ำมาทั้งวัน

พื้นที่ภายในร้านถูกจัดสรรอย่างลงตัว มีโซนโต๊ะนั่งทานข้าวแบบสบายๆ สำหรับกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัว
แต่ไฮไลต์ที่แอดชอบที่สุดคือ “โซนเคาน์เตอร์บาร์” ตัวเคาน์เตอร์ตกแต่งด้วยแผ่นลูกฟูกสีเหลืองมัสตาร์ดสว่างตา จับคู่กับเก้าอี้สตูลทรงสูงบุนวมนั่งสบาย การได้เลือกที่นั่งตรงนี้ทำให้เราได้ใกล้ชิดกับ “เวที” ของเชฟ

เราจะได้เห็นเชฟในชุดยูนิฟอร์มสไตล์ญี่ปุ่นสีเข้ม สวมถุงมือสีดำเพื่อสุขอนามัย กำลังบรรจงแล่ปลาด้วยมีดคมกริบ ปั้นซูชิคำต่อคำ และใช้ปืนพ่นไฟ (Blowtorch) เบิร์นบนชิ้นปลาแซลมอนจนเกิดเสียงฉ่าเบาๆ ตามมาด้วยกลิ่นหอมของไขมันปลาที่โดนความร้อนแตะจมูก เป็นการกระตุ้นต่อมน้ำลายชั้นดี
มู้ดดีมากจนอยากนั่งซึมซับความสงบนี้ไปเรื่อยๆ ท่ามกลางเสียงดนตรีบรรเลงจังหวะสบายๆ ที่คลออยู่เบาๆ
ของอร่อยที่ต้องลอง
การเลือกใช้วัตถุดิบของที่นี่สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจและแพสชันอันแรงกล้าของทีมงาน เมนูถูกออกแบบมาให้ดึงรสชาติความหวานตามธรรมชาติของวัตถุดิบออกมาได้มากที่สุด โดยเน้นเสิร์ฟแบบปรุงสดใหม่จานต่อจาน เพื่อให้มั่นใจว่าแขกทุกคนจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีที่สุด

| หมวดหมู่เมนู | ชื่อเมนูแนะนำ | รายละเอียดและรสสัมผัสที่โดดเด่น | เรตราคาโดยประมาณ |
| Sashimi (ซาซิมิ) | ซาซิมิปลาไทย (Premium Andaman Fish) | เมนูชูโรงที่พิสูจน์ให้เห็นว่าปลาไทยจากฝั่งทะเลอันดามันนั้นคุณภาพยอดเยี่ยมแค่ไหน เนื้อปลาแล่มาในความหนาที่พอดี เทกเจอร์เนื้อเด้งสู้ฟัน หวานฉ่ำ ไร้กลิ่นคาว | 150 – 350 บาท (ขึ้นอยู่กับชนิดปลาในแต่ละวัน) |
| Donburi (ข้าวหน้าต่างๆ) | โอโทโร่เนงิด้ง (Otoro Negi Don) | ข้าวหน้าปลาทูน่าสับคลุกเคล้าต้นหอม โปะไข่แดงดิบตรงกลาง ไขมันแทรกละเอียดให้ความรู้สึกละมุนนุ่มละลายในปาก ข้าวญี่ปุ่นปรุงรสมาเปรี้ยวอมหวานกำลังดี | 350 – 450 บาท |
| Sushi (ซูชิ) | ข้าวปั้นชูโทโร่ / โอโทโร่ | ซูชิเกรดพรีเมียม ปั้นข้าวอุณหภูมิพอเหมาะ ท็อปด้วยเนื้อปลาทูน่าส่วนท้องชิ้นหนาที่มีลวดลายไขมันสวยงาม แต่งหน้าด้วยคาร์เวียร์หรือทรัฟเฟิลเพสต์เล็กน้อย | 120 – 250 บาท / คำ |
| Steak (สเต็กกระทะร้อน) | สเต็กกุ้งลายเสือ (Tiger Prawn Steak) | เสิร์ฟมาบนกระทะร้อนเสียงดังฉ่า กุ้งลายเสือตัวโตเนื้อแน่นเด้ง กริลล์พร้อมข้าวโพดหวาน กลิ่นเนยหอมฟุ้ง เคลือบซอสรสกลมกล่อม หรอยแรง! | 280 – 380 บาท |
| Steak (สเต็กกระทะร้อน) | สเต็กสันนอกเนื้อออสเตรเลีย | เนื้อสันนอกออสเตรเลียกริลล์มาในระดับมีเดียมแรร์ กักเก็บความฉ่ำของน้ำเนื้อไว้ด้านใน ทานคู่กับวาซาบิสดและกระเทียมย่าง ช่วยดึงรสชาติเนื้อให้โดดเด่นขึ้น | 450 – 550 บาท |
| Rolls (โรลและมากิ) | แซลมอนอาบุริโรล (Salmon Aburi Roll) | แซลมอนสไลซ์วางบนโรล เบิร์นไฟจนสุกหอม ราดด้วยซอสสไปซี่มาโยและซอสหวานฉ่ำๆ ได้ความกรุบกรอบของเครื่องเคียงด้านใน เป็นเมนูที่ทานเพลินมาก | 220 – 280 บาท |
ทีนี้แอดขอลงรายละเอียดเจาะลึกในแต่ละจานกันบ้าง เริ่มที่ไฮไลต์อย่าง ซาซิมิปลาไทย กันก่อน หลายคนอาจจะติดภาพว่าซาซิมิต้องเป็นปลาแซลมอนหรือปลาทูน่าจากต่างประเทศเท่านั้น
แต่ที่ Khaolak Sushi & Izakaya เขาตั้งใจนำเสนอปลาทะเลน้ำลึกจากฝั่งอันดามันของไทยเราเอง ซึ่งผ่านกรรมวิธีการทำปลาแบบ “อิเคจิเมะ” (Ikejime) ทำให้ปลาไม่มีความเครียด เลือดไม่คั่ง ส่งผลให้เนื้อปลามีความใส เด้ง หวาน และไม่มีกลิ่นคาวคาวโคลนหรือคาวเลือดเลยแม้แต่น้อย

การจิ้มโชยุเพียงเล็กน้อยและป้ายวาซาบิสดลงไปเบาๆ ก็เพียงพอที่จะทำให้รสชาติความสดของทะเลพังงาระเบิดในปาก แอดบอกเลยว่าสายปลาดิบต้องลองเปิดใจ แล้วจะรู้ว่าปลาโลคอลของเรานั้นเจ๋งแค่ไหน
ถัดมาคือเมนูที่กินแล้วต้องหลับตาพริ้มอย่าง โอโทโร่เนงิด้ง ชามนี้เสิร์ฟมาในไซส์ที่อิ่มกำลังดี เนื้อปลาทูน่าส่วนท้องที่มีไขมันแทรกเยอะที่สุด ถูกนำมาสับละเอียดคลุกเคล้ากับต้นหอมซอยเพื่อตัดเลี่ยน โปะมาบนข้าวญี่ปุ่นเม็ดสั้นที่หุงมาสุกพอดี โปะทับด้วยไข่แดงสดตรงกลาง เวลากินให้เจาะไข่แดงให้เยิ้มเคลือบไปบนเนื้อปลา รสชาติความมัน ความหวาน และความหอม จะผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เป็นความละมุนที่แท้ทรู

สำหรับคนที่ไม่ถนัดปลาดิบ ทางร้านก็มีเมนูกระทะร้อนที่ทำเอาโต๊ะข้างๆ ต้องหันมามองตามเสียง “ฉ่าาา” ของกระทะ อย่าง สเต็กกุ้งลายเสือ กุ้งตัวเบิ้มๆ ส่งตรงจากแพปลาท้องถิ่น ผ่าหลังย่างมาสุกกำลังดี เนื้อกุ้งกรอบเด้งสู้ฟันสุดๆ หอมกลิ่นเนยและกระเทียม เสิร์ฟเคียงมากับข้าวโพดย่างที่หวานฉ่ำ และอีกหนึ่งเมนูคือ สเต็กสันนอกเนื้อออสเตรเลีย ที่สายเนื้อต้องร้องว้าว เชฟกริลล์เนื้อมาได้ผิวสัมผัสด้านนอกเกรียมสวย แต่ด้านในยังคงความฉ่ำแดงแบบมีเดียมแรร์ การได้ทานเนื้อชิ้นหนาๆ คู่กับวาซาบิสด มันช่วยตัดความเลี่ยนและชูความหวานของเนื้อวัวได้อย่างมีมิติมากๆ

พิกัดและการเดินทาง
การเดินทางมายัง Khaolak Sushi & Izakaya นั้นง่ายและสะดวกสบายมาก ไม่ว่าคุณจะเดินทางมาจากฝั่งภูเก็ต โคกกลอย หรือมาจากทางตะวันตกของพังงา ตัวร้านตั้งอยู่ในโซนที่คึกคักแต่แฝงไปด้วยความสงบของเขาหลัก

- เส้นทางจากภูเก็ต/ตัวเมืองพังงา: ขับรถตามถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) มุ่งหน้าขึ้นเหนือมาทางเขาหลัก เมื่อขับผ่านศูนย์การแพทย์เขาหลักและย่านใจกลางหาดนางทองมาแล้ว ให้สังเกตป้ายทางซ้ายมือเพื่อเลี้ยวเข้า “ซอยบางเนียง” (ซอยเดียวกับทางลงไปหาดบางเนียง) ขับตรงเข้ามาในซอยเรื่อยๆ ประมาณ 300 เมตร ให้สังเกต WhiteCat Hotel ทางซ้ายมือ ร้านจะตั้งอยู่ติดกันเลย มองหาป้ายสีแดงรูปปลามาลินโดดเด่นแต่ไกล ไม่มีหลงแน่นอน! 🚗

- ใกล้ที่เที่ยว: ข้อดีของทำเลนี้คือตั้งอยู่ใจกลางจุดเช็คอินสำคัญ แวะกินเสร็จสามารถไปเที่ยวต่อได้สบายๆ ทั้ง หาดบางเนียง, ตลาดนัดบางเนียง (Bang Niang Market), หาดนางทอง (จุดชมทรายดำ) หรือจะขับเลยไปทางเหนืออีกนิดเพื่อเที่ยวน้ำตกสายรุ้งก็ยังได้
รายละเอียดที่ต้องรู้

แอดสรุปข้อมูลสำคัญไว้ให้แล้ว แคปหน้าจอหรือกดเซฟไปใส่ในแพลนเที่ยวเขาหลักทริปหน้าได้เลย:
- ชื่อ: Khaolak Sushi & Izakaya (เขาหลัก ซูชิ แอนด์ อิซากายะ)
- ประเภท: ร้านอาหารญี่ปุ่น / อิซากายะ / ซูชิบาร์
- ที่อยู่: ซอยบางเนียง (ติดกับ WhiteCat Hotel) ตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา 82220
- เวลาเปิด-ปิด: 15:00 – 22:00 น. (เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-อาทิตย์)
- โทร: 093 605 9756
- Google Maps: https://maps.app.goo.gl/wT3HKd23mwBwKQgBA
- Facebook/IG: Khaolak Sushi & Izakaya
(แอดแนะนำว่าถ้าไปกันเป็นแก๊งใหญ่ หรือไปช่วงเย็นวันศุกร์-เสาร์ ควรทัก Inbox หรือโทรไปจองโต๊ะล่วงหน้าจะชัวร์ที่สุด)

ทำไมถึงต้องมา
ถ้าถามแอดว่าทำไมถึงเชียร์ร้านนี้ ขอสรุปเป็นไฮไลต์เด็ดๆ ให้ฟังกันชัดๆ:

- Local Catch Meets Japanese Art: การดึงเอาศักยภาพของปลาไทยจากฝั่งทะเลอันดามันมาทำเป็นซาซิมิ ไม่ใช่แค่เรื่องของเทรนด์ แต่คือความยั่งยืนและการสนับสนุนวิถีประมงท้องถิ่นที่ยอดเยี่ยม แถมรสชาติยังว้าวมาก ลบภาพจำปลาไทยเนื้อเละๆ ไปได้เลย
- Chef’s Table Experience: การได้นั่งหน้าบาร์สีเหลืองสดใส สบตากับเชฟ และพูดคุยสอบถามเรื่องชนิดของปลาในแต่ละวัน ช่วยเพิ่มอรรถรสในมื้ออาหาร ทำให้เรารู้ถึงที่มาที่ไปของวัตถุดิบแต่ละชิ้น กินแล้วอินขึ้นเป็นสิบเท่า
- No Compromise on Quality: แม้จะอยู่ในโลเคชันเมืองท่องเที่ยวหลักของพังงา แต่ทางร้านเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงจัดเต็ม ทั้งเนื้อออสเตรเลีย กุ้งลายเสือไซส์จัมโบ้ และทูน่าเกรดนำเข้า ในเรตราคาที่เป็นมิตรต่อกระเป๋าตังค์ คุ้มค่าทุกบาทที่จ่ายไปจริงๆ 🥩
คำแนะนำจากคนพื้นที่

- เรื่องแสงและมุมถ่ายรูป: แนะนำให้ไปถึงร้านช่วง 16:30 – 17:30 น. แสงอาทิตย์ยามเย็นที่ลอดผ่านกระจกหน้าร้านจะให้ฟีลลิ่งที่อบอุ่น ถ่ายรูปสวยมู้ดดีมาก โดยเฉพาะมุมที่นั่งตรงปลายสุดของเคาน์เตอร์บาร์ คือมุมทองคำสำหรับสายคอนเทนต์ เพราะจะได้แบ็คกราวด์เป็นตู้กระจกโชว์ปลาสด ดอกซากุระด้านบน และแสงไฟสลัวๆ ถ่ายรูปเปิดแฟลชนิดๆ คือปัง! 📸
- เมนูลับนอกสายตา: นอกเหนือจากเมนูในเล่มแล้ว หากใครที่เป็นสายกินตัวยง แนะนำให้กระซิบถามเชฟหน้าบาร์ว่า “วันนี้มีปลาอะไรพิเศษไหมครับ/คะ?” เพราะในบางวันทางร้านจะได้ปลาตกเบ็ดจากชาวประมงพื้นบ้านที่หายาก หรือมีจำนวนจำกัด ไม่ได้บรรจุอยู่ในเมนูหลัก ใครมาก่อนได้ก่อน!
- การแต่งตัว: ร้านเป็นฟีลสบายๆ ใส่ชุดเดรสพลิ้วๆ หรือเสื้อฮาวายกางเกงขาสั้นสไตล์บีชบอยมานั่งกินก็ไม่ติด กลมกลืนกับบรรยากาศเมืองทะเลสุดๆ
แวะเที่ยวรอบๆ
สำหรับใครที่ขับรถมาจากภูเก็ตหรือต่างจังหวัด แอดจัดรูทแนะนำที่เที่ยวใกล้เคียง แวะเที่ยวให้ฉ่ำก่อนมากินมื้อเย็นที่ร้านได้เลย:
- หาดบางเนียง (Bang Niang Beach): ขับรถออกจากร้านมุ่งหน้าไปทางทะเลไม่ถึง 3 นาที ก็จะเจอหาดที่เงียบสงบ ทรายนุ่มละเอียด เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่แสงสวยที่สุดแห่งหนึ่งในเขาหลัก แวะเดินเล่นเตะคลื่นให้ชุ่มฉ่ำใจก่อนมาร้าน [Internal Link: รีวิวที่เที่ยวหาดบางเนียง]
- ตลาดนัดบางเนียง (Bang Niang Market): แหล่งรวมสตรีทฟู้ด ของกินเล่น และของฝากที่ใหญ่ที่สุดในย่านนี้ เปิดเฉพาะช่วงบ่ายถึงค่ำ (มักจะเปิดวันจันทร์ พุธ พฤหัสบดี เสาร์) กินซูชิเสร็จก็มาเดินย่อย ซื้อเสื้อผ้าหรือของที่ระลึกกลับบ้านได้เลย
- หาดนางทอง และ ประภาคารเขาหลัก (Nang Thong Black Sand Beach & Lighthouse): ขับรถย้อนลงไปทางใต้เพียง 10 นาที จะพบกับหาดทรายสีดำสนิท (ขี้แร่ดีบุก) ที่หาดูได้ยากในไทย พร้อมมุมถ่ายรูปสไตล์มินิมอลกับประภาคารเขาหลักที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเล
- Takeshi’s Espresso Bar: หากใครมาถึงเขาหลักช่วงบ่าย แวะไปจิบกาแฟหรือมัทฉะที่คาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นชื่อดังย่านบิ๊กซีมินิเขาหลักก่อนได้ เพื่อคุมโทนทริปเจแปนนิสให้สุดทาง
- อุทยานแห่งชาติเขาหลัก-ลำรู่ (Khao Lak-Lam Ru National Park): ขับรถไปทางใต้ประมาณ 15 นาที มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติริมหน้าผา มองเห็นวิวทะเลอันดามันมุมสูงสีฟ้าครามกว้างไกลสุดสายตา
ช่วงเวลาที่น่าไปที่สุด
ช่วงเวลาที่เพอร์เฟกต์ที่สุดในการแวะมาเยือน Khaolak Sushi & Izakaya คือช่วงแสงทไวไลท์ราวๆ 17:30 – 18:30 น. หลังจากที่คุณไปทำกิจกรรมทางน้ำ หรือเดินรับลมทะเลจากหาดบางเนียงจนพอใจแล้ว การก้าวเข้ามาในร้านช่วงพลบค่ำที่ตัดกับไฟสีส้มของโคมญี่ปุ่นหน้าร้าน จะสร้างบรรยากาศที่เชื้อเชิญให้เข้าไปนั่งทิ้งตัว ปล่อยใจจอยๆ จิบเครื่องดื่มเย็นๆ คู่กับซาซิมิเนื้อเด้งๆ เป็นการจบวันพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบ 🌅 (ส่วนใครที่อยากหลีกหนีความวุ่นวาย แนะนำให้มาตอนร้านเพิ่งเปิดช่วงบ่ายสามโมง แอร์เย็นฉ่ำ ถ่ายรูปได้ทุกมุมแบบไม่ติดคนอื่น)
รวมคำถามยอดฮิต

ที่จอดรถ Khaolak Sushi & Izakaya มีไหม / จอดที่ไหนได้บ้าง?
- สามารถจอดรถบริเวณริมถนนในซอยบางเนียง หน้าร้านและฝั่งตรงข้ามร้านได้เลย
- ซอยกว้างขวาง ไม่แออัดจนเกินไป หาที่จอดได้ค่อนข้างง่ายแม้จะเป็นรถยนต์คันใหญ่หรือรถตู้
Khaolak Sushi & Izakaya รับชำระบัตรเครดิต หรือสแกนจ่ายไหม?
- ทางร้านรองรับการสแกนจ่ายผ่าน QR Code ของทุกธนาคาร (Mobile Banking) สะดวกสบายมากสำหรับคนไม่พกเงินสด
- ส่วนบัตรเครดิต แนะนำให้สอบถามกับพนักงานหน้าร้านอีกครั้งเรื่องเงื่อนไขขั้นต่ำในการรูดบัตร
พา Pet เข้า Khaolak Sushi & Izakaya ได้ไหม?
- เนื่องจากเป็นร้านอาหารที่เน้นเสิร์ฟปลาดิบ ซาซิมิ และเป็นระบบครัวเปิด (Open Kitchen) ภายในห้องแอร์ จึงไม่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้ามาในโซนรับประทานอาหารด้านในเพื่อสุขอนามัยที่ดี
- หากมีน้องหมาน้องแมวขนาดเล็ก แนะนำให้โทรสอบถามทางร้านล่วงหน้าเพื่อดูว่ามีพื้นที่โซนรับรองด้านนอกที่สามารถให้น้องอยู่ได้หรือไม่
ไป Khaolak Sushi & Izakaya ช่วงไหนคนไม่เยอะ?
- วันธรรมดา (จันทร์-พฤหัสบดี) ช่วงร้านเปิดใหม่ๆ ตอน 15:00 – 16:30 น. เป็นนาทีทองสำหรับคนที่ต้องการความสงบ ถ่ายรูปทำคอนเทนต์แบบส่วนตัว
- แต่ถ้าเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ศุกร์-อาทิตย์ คิวจะค่อนข้างแน่นตั้งแต่ช่วง 6 โมงเย็นเป็นต้นไป
มีปลั๊ก/ไวไฟพร้อมนั่งทำงานไหม?
- ร้านมีบริการ Free Wi-Fi ความเร็วสูงให้ลูกค้าเชื่อมต่ออัปสตอรี่ลงโซเชียลได้ฉับไว
- บริบทของร้านเน้นความเป็นอิซากายะและร้านอาหาร จึงไม่ได้จัดเตรียมปลั๊กไฟไว้บริการทุกโต๊ะแบบคาเฟ่ Co-working space เหมาะสำหรับการมาเอนจอยกับมื้ออาหารและสนทนากับเพื่อนฝูงมากกว่าหอบแล็ปท็อปมานั่งทำงานยาวๆ
เสียงจากผู้มาเยือน
เพื่อเพิ่มความมั่นใจ แอดขอหยิบยกเสียงกระซิบจากคนที่เคยไปเยือนมาแล้วให้ฟังกัน:
“ซาซิมิปลาไทยของที่นี่เปิดโลกเรามาก! เนื้อหนึบ หวาน ไม่เละเลย เชฟให้คำแนะนำเรื่องชนิดปลาและวิธีการทานได้ดีเยี่ยม มู้ดร้านก็ดี นั่งเพลินจนลืมเวลา”
– รีวิวจากนักล่าของอร่อยชาวภูเก็ต
“เนื้อออสเตรเลียย่างมากำลังดีมาก หอมกลิ่นกระทะ เสิร์ฟร้อนๆ กินคู่กับข้าวหน้าโอโทโร่คือฟินที่สุด เป็นร้านลับในเขาหลักที่มาเจอโดยบังเอิญแต่ต้องมาซ้ำแน่นอน สายคาเฟ่ต้องชอบแสงในร้านด้วยเพราะถ่ายรูปสวยจริง”
– ความเห็นจากนักท่องเที่ยวกรุงเทพฯ
“บรรยากาศชิลมาก พนักงานบริการน่ารักยิ้มแย้มตลอด กุ้งลายเสือกระทะร้อนคือเดอะเบส เนื้อกุ้งสดเด้งสู้ฟันสุดๆ ใครมาพักแถวบางเนียงเดินมากินได้สบายๆ”
– รีวิวจากคนพื้นที่พังงา








